พอดีเรียนCounseling Psychology (จิตวิทยาการปรึกษา) แล้วเมื่อเร็วๆนี้ได้เรียนเกี่ยวกับความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลจนทำให้เกิดความเครียด ความกังวลใจ เป็นมากๆอาจจะบ้าได้นะค่ะ งิงิ

ใครที่อ่านแล้วบอกว่า เคยเชื่อหรือคิดแบบนี้ง่ะ เราบ้ารึป่าว? ไม่ใช่ๆนะค่ะ เปรี้ยวเองก็เคยมีความคิดแบบในนี้บางข้อเวลาที่อารมณของเราตอนนั้นอาจจะไม่มั่นคงเท่าไร แต่ตอนนี้เปรี้ยวก็ไม่ได้บ้านะ (เรียนจิตวิทยาไม่ได้บ้านะ งิงิ)

ความเขื่อที่ไม่สมเหตุสมผลทั้ง 12 แบบนี้เป็นแนวคิดของคุณEllis นักจิตวิทยาที่เน้นการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล ลองอ่านดูนะค่ะ^^ เปรี้ยวจะพยายามสรุปสั้นๆให้...

1. The idea that it is a dire necessity for adults to be loved by significant others for almost everything they do -- instead of their concentrating on their own self-respect, on winning approval for practical purposes, and on loving rather than on being loved.

--คนที่มีความคิดที่ว่าเราต้องเป็นที่รักของคนทุกคนที่เราใส่ใจ เราทำอะไรคนอื่นๆจะต้องชอบไปซะหมด ลองเปลี่ยนวิธีคิดซิค่ะ การเป็นผู้ให้ความรักแก่คนอื่น มีความสุขมากกว่าการเป็นที่รัก ใครไม่รักเราไม่เป็นไรค่ะ ในเมื่อเรารักเค้า อยากดูแล อยากให้สิ่งดีๆแก่เขา แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว ความรักคือการมอบแต่สิ่งดีๆให้แก่คนที่เรารักโดยไม่ได้มีเงื่อนไขและหวังสิ่งใดตอบแทน--

2. The idea that certain acts are awful or wicked, and that people who perform such acts should be severely damned -- instead of the idea that certain acts are self-defeating or antisocial, and that people who perform such acts are behaving stupidly, ignorantly, or neurotically, and would be better helped to change. People's poor behaviors do not make them rotten individuals.

--คนที่มีความคิดที่ว่าการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการกระทำที่เลวร้ายและแย่ที่สุด ไม่สามารถยอมรับคนที่กระทำแบบนั้นได้ ลองเปลี่ยนความคิดดูค่ะ คิดซะว่า คนที่กระทำแบบนั้นเขาไม่รู้ เขาโง่ เขาไม่ทันคิด หรือว่าเขาอาจจะไม่ปกติ(บ้า)ก็ได้ เราไม่ควรว่าเขาว่าเลว--

3. The idea that it is horrible when things are not the way we like them to be -- instead of the idea that it is too bad, that we would better try to change or control bad conditions so that they become more satisfactory, and, if that is not possible, we had better temporarily accept and gracefully lump their exis tence.

--คนที่มีความคิดว่า เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังไว้เป็นสิ่งที่โหดร้ายมากๆ ลองเปลี่ยนความคิดดูค่ะ ยอมรับมัน พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ใช้ชีวิตเท่าที่ชีวิตเราให้เรามา ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน และไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิด ดีหรือเลวอย่างบริสุทธิ์--

4. The idea that human misery is invariably externally caused and is forced on us by outside people and events -- instead of the idea that neurosis is largely caused by the view that we take of unfortunate conditions.

--คนที่เชื่อว่า ความทรมานของมนุษย์เรามาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก(ทั้งคนรอบข้างหรือเหตุการณ์ต่างๆ)และเราไม่สามารถควบคุมได้ เราต้องคิดว่า ถึงแม้เราจะควบคุมสิ่งภายนอกไม่ได้ แต่เราสามารถควบคุมตัวเราเองได้--

5. The idea that if something is or may be dangerous or fearsome we should be terribly upset and endlessly obsess about it -- instead of the idea that one would better frankly face it and render it non-dangerous and, when that is not possible, accept the inevitable.

--คนที่ชอบคิดว่ามีอะไรบางสิ่งที่อันตรายและน่ากลัว เราควรจะระมัดระวังตลอดเวลา ลองเปลี่ยนมาคิดว่า เราต้องเผชิญหน้ากับมัน ชีวิตมันต้องมีความเสี่ยงบ้าง ถึงแม้จะเจ็บก็ถือว่าเป็นบทเรียนแล้วกัน--

6. The idea that it is easier to avoid than to face life difficulties and self-responsibilities -- instead of the idea that the so-called easy way is usually much harder in the long run.

--คนที่คิดว่าสิ่งที่ง่ายกว่าคือการหลี่กเลี่ยงความยากลำบาก หาทางที่จะได้สิ่งที่ต้องการได้ง่ายที่สุด ทั้งที่ชีวิตมันก้อไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเสมอไป อย่างงี้ชีวิตคงขาดรสชาตน่าดูว่ามั้ยค่ะ--

7. The idea that we absolutely need something other or stronger or greater than ourself on which to rely -- instead of the idea that it is better to take the risks of thinking and acting less depen dently.

--คนที่เชื่อว่าตนเองเป็นที่อ่อนแอ ต้องการที่พึ่งพิงหรือต้องการใครซักคนมาพึ่งพิง ถ้าไม่มีเขาเราคงอยู่ไม่ได้ อันนี้เปรี้ยวเข้าใจความรู้สึกคนที่เพิ่งเลิกกับแฟนว่าคงรู้สึกแบบนี้ตอนแรกๆ แต่มันก็แค่ช่วงแรกๆจริงๆนะค่ะ พอเวลาผ่านไปมันก็จะดีขึ้น ตอนเราเกิดมาเราก็เกิดมาคนเดียว พอตายไปก็ตายไปคนเดียว ยังไงก็ไม่มีใครที่จะอยู่กับเราไปตลอดแม้แต่พ่อแม่เรา ดังนั้น เราต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองค่ะ ยืนยัดด้วยตัวเอง ถึงแม้ชีวิตเราจะไม่มีความสุขเท่าตอนที่เรามีเขา แต่เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน--

8. The idea that we should be thoroughly competent, intelligent, and achieving in all possible respects -- instead of the idea that we would better do rather than always need to do well and accept ourself as a quite imperfect creature, who has general human limitations and specific fallibilities.

--คนที่มีความเชื่อว่าตนเองต้องแข็งแกร่ง เก่งทุกด้าน ประสบความสำเร็จทุกเรื่อง คงจะเครียดตายแน่ๆ คงเห็นได้จากนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายเมื่อเกรดตกหรือเอ็นไม่ติด ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบทุกอย่างหรอกค่ะ แต่ทุกคนก็มีข้อดีของตนเองทุกคน เปรี้ยวเชื่อว่า ถ้าเราคิดจะทำอะไรซักอย่าง ทำให้ดีที่สุดก็พอค่ะ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง เราก็ทำเต็มที่แล้วนิ น่าจะภูมิใจนะค่ะ--

9. The idea that because something once strongly affected our life, it should indefinitely affect it -- instead of the idea that we can learn from our past experiences but not be overly-attached to or prejudiced by them.

--ความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ที่เคยพบเจอเหตุการณ์ที่รุนแรง จนมันมีผลต่อชีวิตของเราในปัจจุบัน อย่างเช่นคนที่เคยสารภาพรักคนที่เราแอบชอบแต่โดนปฏิเสธ ก็กลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเปิดเผยความในใจแก่คนที่แอบชอบอีกเลย อย่าเอาอดีตมาตัดสินชีวิตของเราเลยค่ะ คนเราสามารถพัฒนากันได้ เพียงแต่เราเชื่อมั่นใจตัวเองอีกซักครั้ง แล้วลองเริ่มใหม่ ไม่มีใครที่ทำสำเร็จได้ภายในครั้งเดียวหรือเวลาสั้นๆหรอกค่ะ อย่างคนที่ประสบความสำเร็จ เราก็เห็นเค้าแค่ในมุมนั้น แต่จิงๆกว่าเค้าจะมาถึงตรงนี้ได้ เขาต้องใช้ความพยายามมาเยอะ--

10. The idea that we must have certain and perfect control over things -- instead of the idea that the world is full of probability and chance and that we can still enjoy life despite this.

--ความคิดที่ว่าเราต้องควบคุมทุกอย่างให้perfect ไม่งั้นชีวิตคงไม่มีความสุข อย่างที่บอกตอนแรกๆค่ะว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนที่perfectไปหมด อย่ามัวไปกักเกณฑ์ให้ทุกสิ่งเป็นไปอย่างใจทุกอย่าง เพราะเมื่อทำไม่ได้ก็จะผิดหวัง บนโลกใบนี้อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ มาสนุกกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ดีกว่าค่ะ--

11. The idea that human happiness can be achieved by inertia and inaction -- instead of the idea that we tend to  be happiest when we are vitally absorbed in creative pursuits, or when we are devoting ourselves to people or projects outside ourselves.

--ความคิดที่ว่า ชีวิตจะมีความสุขถ้าไม่ต้องทำอะไรมากและได้อะไรมาอย่างง่ายๆ แต่เปรี้ยวคิดว่า ความสนุกของการใช้ชีวิตคือการได้ไล่ล่าความฝันหรือเป้าหมาย หากได้อะไรมาง่ายๆเราคงไม่เห็นคุณค่าของมัน--

12. The idea that we have virtually no control over our emotions and that we cannot help feeling disturbed about things -- instead of the idea that we have real control over our destructive emotions if we choose to work at changing the musturbatory hypotheses which we often employ to create them.

--ความคิดที่ว่า เมื่อเราเจอสิ่งเลวร้าย แล้วเราต้องยึดติดกับกับสิ่งนั้นหรือเหตุการณ์นั้น...ลองคิดใหม่ดูนะค่ะ ความสุขหรือทุกข์มันอยู่ที่ใจเรา เรากำหนดเองได้ เรามีอิสระในการเลือกที่จะสุขหรือทุกข์ ไม่มีใครหรืออะไรที่จะมาบังคับเราได้นอกจากใจเราเอง--

 

วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะค่ะ ช่วงนี้มีสอบ คงไม่ได้มาอัพบ่อยแน่ๆ บะบาย

edit @ 2 Mar 2009 15:57:31 by Pure Heart

edit @ 2 Mar 2009 16:00:43 by Pure Heart

มาใหม่จ้า^^...

posted on 21 Feb 2009 15:11 by pupeaw

สวัสดีจ้า 

เพิ่งจะเริ่มเขียนครั้งแรกเองอ่ะค่ะ

ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ

ชื่อ เปรี้ยว นะ อายุ20 และแหละ (แหะๆ)

ตอนนี้เรียนอยู่ธรรมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เอกจิตวิทยานะ

เป็นคนที่ชอบอ่านพวกหนังสือจิตวิทยา

ยังไงจะเอาเนื้อหาดีๆมาให้เพื่อนๆอ่านนะค่ะ

เผื่อเพื่อนๆอาจจะได้เข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้นนะค่ะ